สุดท้ายของ เลสเตอร์

เมื่อคืนวันอังคารก่อนหน้าที่ผ่านมามีศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 กลุ่มสุดท้าย นัดหมายที่ 2 ให้เลือกชมกัน 2 คู่

เลสเตอร์ – แอต.มาดริด กับ เรอัล มาดริด – บาเยิร์น มิวนิค

ถ้าหากเปรียบเป็นภาพยนตร์ เกมระหว่าง "ราชันชุดขาว" กับ "เสือใต้" น่าจะเป็นหนังแอคชั่นฟอร์มยักษ์ที่มีอัตราความมึนเมามัน 80,000 ตีนถีบ แถมคับคั่งด้วยศิลปินดังระดับซูเปอร์สตาร์คล้าย Fast 8 ที่กำลังโกยรายได้อย่างใหญ่โตอยู่ขณะนี้ ขณะที่เกมระหว่าง เลสเตอร์ กับ แอต.มาดริด น่าจะเป็นเพียงแต่หนังแอคชั่นฟอร์มเล็กๆเกรด.บี เรื่อง "จิ้งจอกน้อยหน้าหมี" ที่ไม่รู้ว่าดูแล้วจะสนุกสนานหรือเปล่า?

แน่นอนว่าท่านผู้ชมทางบ้านส่วนมากคงจะเลือกชมเกมระดับ "Fast 8" ระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาเยิร์น มิวนิค มากยิ่งกว่า ด้วยคาดการณ์ได้ไม่ยากว่ามันคงจะอุดมด้วยความสนุกสนานและตื่นเต้นมากยิ่งกว่าเกมอีกคู่ เพราะว่าต่างข้างอาจต่างเดินหน้าเต็มสปีดเข้าบดขยี้พลางซ้ำๆใส่กันด้วยอาวุธหนักนานาชนิดให้ตายหงส์ตายห่านไปข้าง

ส่วนอีกคู่เป็นฟุตบอลสไตล์คล้ายกันคือเน้นย้ำเกมรับแน่นแฟ้น ก่อนหาจังหวะโจมตีแบบลอบฆ่า ดูแล้วจังหวะที่เกมจะออกมาน่ารำคาญมีสูงกว่าความมึนเมามัน

ตัดสินใจเลือกไม่ยากเลยนะครับว่าควรมองคู่ไหนมากยิ่งกว่ากัน?

แม้แต่แฟนบอลของ เลสเตอร์ ซิตี้ ในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์ที่มีปริมาณอย่างใหญ่โตเมื่อฤดูที่แล้ว ก่อนลดลงอย่างฮวบฮาบในช่วงฤดูกาลนี้ยังคงจะเลือกมองเกมระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาเยิร์น มิวนิค เลยครับ

แต่ว่าท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมกลับตัดสินเลือกดูหนังเกรด บี.เรื่อง "จิ้งจอกน้อยหน้าหมี" ทั้งๆที่มีทิศทางว่าน่าจะไม่สนุกซะอย่างงั้น!

เหตุผลกล้วยๆเลยครับ

เพราะว่าผมเป็นชาวไทย

ผมเป็นชาวไทยที่รักทุกๆอย่างที่มีความเป็นไทย โดยไม่เว้นแม้แต่สโมสรฟุตบอลในประเทศอังกฤษ

ในเมื่อ เลสเตอร์ ซิตี้ มีเจ้าของเป็นชาวไทย และผมก็เป็นชาวไทยทั้งดุ้น ซึ่งก็กล่าวได้ว่าพวกเขาคือกลุ่มของชาวไทยทั้งประเทศ แล้วถ้าหากผมไม่เชียร์กลุ่มของชาวไทย แล้วจะให้ผมไปเชียร์กลุ่มของชาวเมียนม่าร์เหรอครับคุณ

ที่สำคัญคือเมื่อฤดูที่แล้ว พรรคพวกจิ้งจอกประเทศไทยได้สร้างความสำราญให้ชาวไทยทั้งประเทศด้วยการครองแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างมหัศจรรย์มากกว่าเทพนิยายทุกเรื่องในเมืองมนุษย์ มิหนำพวกเขายังเอาโทรฟี่อันทรงเกียรติมาให้ชาวไทยชื่นชมอีกต่างหาก

นี่คือแง่งามของความเป็นไทยที่มีบริบทมากยิ่งกว่าการเป็นสโมสรฟุตบอลเพียงแต่สโมสรหนึ่ง

ดังนั้น & ฉะนี้

ถ้าหากคุณเกิดเป็นชาวไทย คุณก็จะต้องเชียร์กลุ่มของชาวไทยจริงไหมครับ และเมื่อ เลสเตอร์ ได้ผ่านเข้าไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ชาวไทยอย่างผมก็เลยจะต้องขอเชียร์กลุ่มของชาวไทยอย่าง เลสเตอร์ แบบสุดใจขาดดิ้น

ถ่มยยยยย!!!!!

อันนี้ฉันตอแหลครับ 5555

คือคอลัมนิสต์ลูกหนังผู้มีลักษณะอาการทางจิตใจเล็กน้อยอย่างผมมีความรู้สึกว่าปัจจุบันนี้ชาวไทยส่วนมากชอบอ่านอะไรที่มันตอแหลๆอย่างงี้นะครับ ผมเลยลองเขียนอะไรที่มันดูดัดจริตๆคละเคล้าน้ำเน่าอย่างงี้ออกมา เผื่อผู้อ่านจะปลาบปลื้ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อ่านชนิดหญิง (อิอิอิ)

ข้อเท็จจริงเหตุผลที่ผมเลือกมองคู่นี้ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เพียงแค่ต้องการจะรู้ดีว่าแชมป์พรีเมียร์ลีก ตัวแทนเพียงแต่อย่างเดียวจากเมืองหลวงแห่งลูกหนังที่เหลืออยู่ในเส้นทางสายนี้จะไปไกลได้แค่ไหน แล้วมันราวกับคำพยากรณ์ของท่านเจ้าคุณหรือเปล่า?

อย่าลืมนะครับว่า เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นกลุ่มที่มี "พลังงานบางอย่าง" รอช่วยเหลืออยู่ตั้งแต่ฤดูที่แล้ว

ยกตัวอย่างในรอบแบ่งกลุ่ม พวกเขาอยู่ในกรุ๊ปที่กลุ่มอื่นเห็นแล้วบางทีอาจตาร้อนผะผ่าวจนผ่านเข้ารอบต่อไปด้วยการเป็นกลุ่มลำดับต้นๆของกรุ๊ป ช่วยทำให้รอดพ้นจากการพบกลุ่มระดับยักษ์ใหญ่ในรอบ 16 กลุ่มสุดท้าย

การเอาชนะแชมป์ ยูโรปา ลีก อย่าง เซบีญ่า ในรอบ 16 กลุ่มสุดท้ายก็ชี้ให้เห็นว่าพรรคพวกจิ้งจอกประเทศไทยนั้นไม่ธรรมดา อย่างน้อนก็พิสูจน์ความสามารถตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

จนกระทั่งในรอบ 8 กลุ่มสุดท้ายที่ถูกจับมาชนกับทีมตราหมีที่ขนาด เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า และบาเยิร์น มิวนิค ยังขยาด ผมต้องการจะรู้เหลือเกินว่าไอ้พลังงานบางอย่างจะช่วยทำให้ เลสเตอร์ ผ่านไปได้อีกหรือเปล่า

เพราะว่า แอต.มาดริด นี่แหละคือ "ของจริง" ที่สุดของพวกเขาในเส้นทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูนี้

แม้จะพุ่งชนความปราชัยในเกมแรก โดยไม่ได้อะไรที่เรียกว่า "อะเวย์โกล" กลับออกมาด้วย แต่ว่าก็เป็นการแพ้เพียงแค่ประตูเดียว จังหวะยังเปิดกว้าง และอะไรก็เกิดขึ้นได้

ที่สำคัญคือจะต้องไม่ลืมว่า เลสเตอร์ ยังมี "พลังงานบางอย่าง"

เมื่อเทียบเคียงกันตำแหน่งต่อตำแหน่ง ผู้เล่นของ แอต.มาดริด มีประสิทธิภาพสูงกว่า การผ่านบอลจากเท้าสู้เท้าออกจะถูกต้องกว่า ความสามารถเฉพาะตัวก็สูงกว่า แถมลูกทีมของ ดิเอโก้เก๋ ซิเมโอเน่ ยังเล่นกันบนความรัดกุมอีกต่างหาก เกมรับแน่นแฟ้นมาก ช่วยกันรุม ช่วยกันซ้อนจนแทบหาจังหวะทำคะแนนมิได้

อย่างงี้น่าอึดอัดครับ เพราะว่าผู้มาเยือนไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้ เจมี่ วาร์ดี้ ได้ใช้ความเร็วระดับทะลุเมืองนรกได้ตามถนัด แถมยังชิงจังหวะทำลายตาข่ายได้ก่อน ซึ่งนั่นพอๆกับว่า เลสเตอร์ จะต้องยิงคืนถึง 3 ดอก โดยห้ามเสียประตูเพิ่ม

เมื่อตกอยู่ในเหตุการณ์อย่างงี้มันก็ควรต้องปรับปรุงแก้ไข

จุดนี้ เคร็ก เช็คสเปียร์ ที่ปรึกษาคนใหม่ของ เลสเตอร์ ที่โดนเหน็บแนมมาตลอดว่าไม่ต้องใช้สมองอะไรมากมาย เพียงแค่ทำทุกๆอย่างเหมือนกับที่ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เคยทำเอาไว้ก็พอสามารถทำเป็นงามเอามากๆนะครับ

คุณพี่เขาแก้เกมด้วยการปรับระบบใหม่จาก 4-4-2 มาเป็น 3-5-2 โดยถอดเซ็นเตอร์ฯ ออกไปหนึ่งคนแล้วขยับฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างอย่าง ดินแดนนี่ ซิมพ์สัน กับ คริสเตียน ฟุค เข้ามาเป็นกำแพงข้างหลังตัวกลางประชิด เวส มอร์แกน แล้วส่งตัวสำรองดาวรุ่งอย่าง เบน ชิลล์เวลล์ ลงมาเล่นเป็นวิงแบ็คทางด้านซ้ายพลางโยก มาร์ค อัลไบรท์ตัน มาเป็นวิงแบ็คทางด้านขวา

นอกนั้นยังขยับ รียาด มาห์เรซ มาเป็นตัวขับเกมรุกตรงกลาง แล้วส่งศูนย์หน้ารูปร่างสูงยาวเข่าดีกว่าอย่าง เลโอนาร์โด้ อูยัวร์ ลงมาเป็นหัวหอกแทน คุ้นชินจิ โอกาซากิ ที่มีเพียงแต่ลูกขยัน

ภายหลังจากเปลี่ยนตัวและปรับระบบการเล่นแล้ว รูปเกมของ เลสเตอร์ ซิตี้ ก็ดีแล้วขึ้นแบบทันตาเห็นพลางบุกกดดันรองแชมป์เก่า ด้วยวิธีการเล่นแบบบ้านๆจนเกือบจะโงหัวไม่ขึ้น

กระบวนการเล่นแบบบ้านๆของกลุ่มจิ้งจอกประเทศไทยคือการวิ่ง-สู้-ฟัด กัดไม่ปล่อย แล้วเน้นย้ำการโจมตีด้วยลูกในอากาศแทบทุกต้นแบบตามสไตล์อังกฤษโบราณนั่นแหละครับ

ใครบางคนบอกว่ากระบวนการเล่นอย่างงี้มันไร้ซึ่งจินตนาการเท่าๆกับปราศจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

พุทโธ่…ก็ประสิทธิภาพผู้เล่นของ เลสเตอร์ มันก็จำกัดอยู่แค่นี้นี่หว่า เอ็งจะให้พวกเขาเล่นแบบ บาร์เซโลน่า ได้เช่นไร

ด้วยวิธีการเล่นแบบบ้านๆนี่แหละช่วยทำให้เจ้าของบ้านตีเสมอได้อย่างเร็วในช่วงต้นช่วงหลัง เพียงแต่มันไม่พอที่จะเอาชนะเกมรับอันหนักแน่นและกล้าแกร่งปานภูเขาของ แอต.มาดริด เท่านั้นเอง

แล้วไอ้พลังงานบางอย่างที่ว่าล่ะ มันโผล่ออกมาช่วยเหลือพวกเขาหรือเปล่า?

ขอบอกว่าเกมนี้ เลสเตอร์ สำแดงอะไรที่เรียกว่า "พลังงานบางอย่าง" ออกมาให้เห็นแล้วนะครับ มันก็คือการเล่นบนความทุ่มเท และสู้ตายโดยไม่เกรงเกียรติยศที่เหนือกว่าของคู่แข่งขัน

มิซ้ำยังเป็น แอต.มาดริด นี่แหละที่แสดงอาการหวาดกลัวออกมาให้เห็น

เลสเตอร์ ซิตี้ จัดว่ามาไกลกว่าที่คาดแล้วนะครับ แถมยังเป็นผู้แทนเพียงแต่อย่างเดียวจากเมืองหลวงลูกหนังที่ทะลวงมาถึงรอบนี้อีกต่างหาก

นี่คือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คราวแรกในประวัติศาสตร์ของ เลสเตอร์Fun88ซิตี้ และครั้งคราวมันบางทีอาจเป็นหนสุดท้าย เพราะว่าไม่รู้แบบเดียวกันว่าเมื่อใด พวกเขาจะมีโอกาสกลับมาเล่นในรายการนี้อีก

สถานีต่อไปของเฮียหลา?

ถึงทุ่งนาต่อไปนี้ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยิงให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแล้วทั้งสิ้น 26 ประตู จากการลงเล่นทั้งผอง 41 นัดหมายในทุกรายการ โดยแบ่งเป็นการถล่มตาข่ายในพรีเมียร์ลีก 15 ประตู
อืมมมมิลลิเมตร..ทำลายตาข่ายเสียจนกระทั่งสิ้นซากขนาดนี้ นับว่าเยอะมากสำหรับกองหน้าที่แก่ 35 ขวบเข้าให้แล้ว
ก่อนเปิดฤดู ดาวยิงวัยชราผู้นี้ถูกดูถูกจากนักวิจารณ์ลูกหนังระดับโปรไลบวงสรวงว่าจะเจอกับความลำบากตรากตรำที่สุดในอาชีพกิจการค้าลำแข้ง เพราะเหตุว่าตรงนี้เป็นพรีเมียร์ลีก – สนามรบลำแข้งที่มีทั้งความรวดเร็วและก็หนักหน่วงบนอัตราความฮาร์ดคอร์มากที่สุดในเมืองมนุษย์
ในขณะนี้ไม่ว่าใครที่เคยดูหมิ่นเขาเอาไว้ดูเหมือนโดนสตั๊ดของ "อิบรา" ยัดปากไปเป็นที่เป็นระเบียบ
ต่อไปนี้ลองคิดเล่นๆ(ย้ำว่าคิดเล่นๆนะครับ) โดยเอาผลของการแข่งขันที่เกิดขึ้นแล้วของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูนี้ที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ทำแต้มสำคัญๆมาหักปริมาณประตูที่เขายิงได้ในแมตช์นั้นออกไป
ประมาณว่าถ้า ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ไม่ยิงประตูสำคัญในเกมที่เขายิงได้ ผลของการแข่งขันของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะออกมาเป็นอย่างไรนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกเสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 0-0 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0) เสมอ สวอนซี 1-1 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 3-1) แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 (ยิง 1 ประตู เสมอ 1-1) เสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 (ยิง 1 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-1) เสมอ เวสต์บรอมฯ 0-0 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0) แพ้ ลิเวอร์พูล 0-1 (ยิง 1 ประตู เสมอ 1-1)
เห็นไหมครับผมว่าถ้าพี่เอ็งไม่ยิงหรือยิงมิได้ คะแนนของกลุ่มสีแดงที่แมนเชสเตอร์จะหายวับไปกับตาถึง 10 แต้มเลยทีเดียว!
ส่วนนัดหมายชิง อีเอฟแอล คัพ ที่อดีตดาวยิงกลุ่มชาติสวีเดนทำผู้เดียว 2 ดอก แต่ว่าถ้าเกิดพี่เอ็งยิงมิได้ แมนฯ ยูไนเต้ด ก็จะแพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน ด้วยสกอร์ 1-2 และก็ชวดแชมป์ไปเลยนี่เป็นจุดสำคัญของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
เขาเป็นผู้เล่นชนิดห้ามป่วย ห้ามพัก และก็ห้ามถูกลักพาตัวไปไหนเด็ดขาด เพราะเหตุว่าเวลาหายไป มิได้ลงสนาม "เด็กผี" จะคิดถึงพี่เอ็งอย่างต้องหนัก เฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิด แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ด้วยล่ะก็ อัตราความระลึกถึงจะพุ่งทะยานถึงขั้นทะลักจุดแตก ยกตัวอย่างเกมที่แพ้ เชลซี ในศึก เอฟเอ คัพ นัดหมายยังไงอย่างไรก็ดี จุดนี้นับว่าเป็นดาบสองคม เพราะเหตุว่าการผูกขาดทำแต้มให้ แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่แทบจะเพียงคนเดียวอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่
นับเฉพาะในพรีเมียร์ลีก "อิบรา" ซ้ำๆได้สูงสุดเป็น 15 ประตู รองลงมาเป็น ฆวน มาต้า 6 ประตู, ปอล ป๊อกบา 4 ประตู, เฮนริค มคิทาร์ยาน, อ็องโตนี่ มาร์กสิยาล และก็มาร์คัส แรชฟอร์ด 3 ประตู ตอนที่ เวย์น รูนี่ย์ พึ่งยิงได้เพียงแค่ 2 ประตูเพียงเท่านั้นดูเหมือน โชเซ่ มูรินโญ่ จะเกรงใจดาวเตะผู้นี้มากมายเสียด้วยนะครับ
เป็นถ้าไม่เจ็บ-ไม่แบน เขาจะได้ลงเล่นเป็นตัวจริงโดยอัตโนมัต นอกจากบางเกมที่ผู้เป็นนายใหญ่อยากให้พักน่องหรืออยากจัดผู้เล่นชุดสองลงสนามบ้างที่สำคัญเป็นถ้าได้ลงตัวจริงแล้ว ไม่เคยถูกเปลี่ยนตัวออกอีกต่างหาก
แม้กระทั่งเล่นไม่ดี-ทำฟอร์มตก หรือประพฤติตัวไม่เป็นประโยชน์ ผู้ครอบครองสมญา "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" จะเป็นไปไม่ได้เปลี่ยนตัวเขาออกจากสนาม ประหนึ่งกลัวโดนกระทืบ!
เกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำเป็นเพียงแค่เสมอกับ บอร์นมัธ 0-0 ในบ้านตัวเอง ดาวเตะที่เพื่อนพ้องร่วมกลุ่มเรียกสั้นๆว่า "เฮียหลา" โชว์ฟอร์มได้แย่สิ้นดีนะครับ ขนาดฆ่าจุดลูกโทษยังโดนเซฟเลย ราษฎรก็มองเห็นกันทั้งบางว่าเล่นไม่ได้เรื่อง แต่ว่า "มูมู่" กลับปล่อยให้ท่านพี่เขาประพฤติตัวไร้ประโยชน์บนฟลอร์ต้นหญ้าจนกระทั่งครบ 90 นาที โดยเลือกถอดคนอื่นๆออกแทนซะแบบงั้น
รู้เรื่องว่าทั้งสองคงจะทำข้อตกลงกันเอาไว้ หรือไม่ก็เพราะเหตุว่าความเกรงใจ แม้คำว่า "เกรงใจ" จะไม่ใส่อยู่ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษและก็พจนานุกรมส่วนตัวของ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ตาม
เป็นไปได้ที่หลังจากหมดสัญญากับ เปแอสเช "อิบรา" อาจไม่ได้คิดอยากจะขายวิญญาณให้ภูติผีแดงตั้งแต่ต้น แต่ว่าเป็นเพราะเหตุว่าถูกเจ้านายเก่าอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ วิงวอน หรืออาจเคยมีบุญคุณกันมาก่อน เจ้าตัวเลยยอมเลื้อยก้นมาอยู่ด้วยกันที่โรงละครที่ความฝัน
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่พูดว่าเพราะเหตุใด กุนซือวัย 54 กะรัตถึงเกรงใจผู้ร่วมทีมคนนี้เป็นพิเศษ โดยส่งลงเป็นตัวจริงทุกนัดหมาย แถมไม่เคยถูกเปลี่ยนตัวออก เพื่อเป็นการทดแทนถ้าเป็นลูกก็นับว่าเป็นลูกคนโปรดที่ถูกตามใจจนกระทั่งเคยตัวเลยทีเดียว
ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ก็เลยไม่ได้มีความแตกต่างจาก "อภิสิทธิ์ชน" ในกลุ่มภูติผีสามแง่ง ซึ่งนับว่าไม่ถูกหลักการปกครองอย่างรุนแรง เพราะว่าอาจก่อปัญหาการอกน้อยใจขึ้นในกลุ่ม
ทั้งๆที่ที่จริงแล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นผู้จัดการกลุ่มที่มีความเด็ดขาดมากมายนะครับ เขาเป็นไปไม่ได้ปล่อยให้ผู้ร่วมทีมยิ่งใหญ่กว่าตัวเองอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าดาวเตะคนนั้นจะยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม
กาลครั้งหนึ่งยุคเป็นกุนซือของ เชลซี – ผู้ครอบครองกลุ่มอย่าง "เสี่ยหมี" อุตส่าห์ยัดเยียดยอดเยี่ยมดาวยิงค่าตัว 30 ล้านปอนด์อย่าง อังเดร เชฟเชนโก้ มาให้ โดยมีข้อต่อรองว่าต้องส่งลงสนาม แต่ว่า "เชว่า" กลับแงะฟอร์มกระฉูดแตกออกมาไม่สำเร็จจนกระทั่งแปลงเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้ขนาดส่งผลให้ผู้จัดการกลุ่มกับผู้ครอบครองกลุ่มต้องแตกหักกัน
ดาวถล่มตาข่ายของสิงห์บลูส์อย่าง ดิเอโก้ คอสต้า หรือขาใหญ่ของ เชลซี อย่าง จอห์น เทอร์รี่ ก็เช่นกันที่ไม่เคยได้รับอภิสิทธิ์พิเศษจาก โชเซ่ มูรินโญ่ ในที่สุดตัวเองเลยโดนผู้ร่วมทีมทรยศจนกระทั่งโดนถีบกระเด็นตกเก้าอี้ผู้จัดการกลุ่มมาแล้ว
และก็โดยไม่เว้นแม้แต่ผู้ร่วมทีมในตอนนี้อย่าง ฆวน มาต้า ที่เคยถูกลอยแพออกมาจาก สแตมฟอร์ด บริดจ์ แม้จะมาหายใจร่วมกันอีกรอบในชุดแต่งกายภูติผีแดงและก็ทุ่งนาต่อไปนี้ แต่ว่าถ้าเกิดพิจารณาให้ดี คุณจะพบว่า "เดอะ สเปเชี่ยล ฆวน" เป็นผู้เล่นคนแรกที่มักจะถูก "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" เปลี่ยนตัวออกเป็นคนแรกอยู่เป็นประจำ
ก็เลยเพียงพอจะสรุปได้ว่า "มูมู่" ไม่เคยก้มตัวให้ผู้ร่วมทีมคนไหนกัน นอกจาก "พี่หลา" เพียงคนเดียวที่จัดอยู่ในชนิด "ห้ามแตะต้อง" เป็นกรณีพิเศษ
ผมรู้เรื่อง โชเซ่ มูรินโญ่ นะครับ รู้เรื่องว่าเฮียเอ็งคงมีบางอย่างที่ลึกซึ้งแบบสุดหูรูดกับ "อิบรา" โดยที่ราษฎรทั่วไปไม่ทราบ หรือบางครั้งมันอาจเป็นข้อแม้พิเศษที่ระบุเอาไว้ในสัญญาที่ทำไว้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เป็นไปได้ มันอาจเป็น "ข้อแม้" ที่ทำให้ดาวเตะผู้นี้ยอมขายวิญญาณให้ภูติผีแดงอะไรประมาณนั้น
สิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือไม่ใช่ทุกนัดหมายที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช บนวัย 35 ขวบจะระเบิดฟอร์มยอดเยี่ยมพลางกระแทกตาข่ายได้ตลอด
บ่อยครั้งที่เขาหวงบอลมากเกินความจำเป็น บ่อยครั้งที่เขาทำเรื่องง่ายให้เกิดเรื่องยาก และก็บ่อยครั้งที่ออกอาการรำคาญ หรือชักสีหน้าใส่เพื่อนพ้องร่วมกลุ่มที่ดันเล่นผิดดวงใจ
เหมือนกันกับบางนัดหมายที่สมจะต้องเป็นผู้เล่นสำรองบ้าง หรือถูกเปลี่ยนตัวออกบ้างก็ได้ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันใช้งานอย่างสม่ำเสมอตลอด 90 นาทีในทุกๆนัดหมาย
ถึงในขณะนี้ "อิบรา" ยังมิได้ต่อสัญญาใหม่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด นะครับ แถมฤดูหน้าอายุเขาจะมากขึ้นอีก 1 ปี ซึ่งสำหรับกองหน้าวัย 36 ขวบ ยังไงสภาพร่างกายก็ต้องถดถอยลงไปตามธรรมชาติ ก็เลยเป็นไปไม่ได้รักษามาตรฐาน หรือเล่นดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอย่างไม่ต้องสงสัยเท่านั้นไม่พอ
มันยังทายใจได้ไม่ยากว่าฤดูหน้ายังไง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ต้องหากองหน้าดาวถล่มประตูตัวใหม่ที่สดกว่ามาเสริมกองทัพแน่นอน
ถ้าเกิดต้องการยืดสัญญาออกไปอีก 1 ปี บางครั้ง "เฮียหลา" อาจต้องยอมรับความเป็นจริงข้อนี้ เหมือนกันกับยอมรับสภาพการดำรงชีวิตบนม้านั่งสำรองเป็นลำดับที่สองรองจากคนอื่นๆปริศนาเป็น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ในวันที่แก่ 36 จะยอมรับสภาพการเป็นผู้เล่นสำรองได้หรือเปล่า? ผมตอบให้ก็ได้ครับผมว่า…เป็นไปไม่ได้ ดาวเตะที่ถือตัวและก็ยโสอย่าง "อิบรา" เป็นไปไม่ได้ยอมเป็นลำดับที่สองรองคนใด – มันก็เลยคงเหลือเพียงแต่ 2 ทางเลือกเพียงแค่นั้น

แนวทางดึงลิเวอร์พูลจากหลุม

สถานการณ์ของลิเวอร์พูลในช่วงเวลานั้น ถ้าหากเป็นคนเจ็บติดเตียง อาการมีแม้กระนั้นทรงกับทรุด
แพ้ค้างบ้านสองนัดติดต่อกัน ในขณะที่ก่อนโดนสวอนซีบุกลูบคมเมื่อวันเสาร์ หงส์แดงแวววาวด์ลี่ พรีเซนต์ ยินดีเสนอผลงานไร้พ่ายในแอนฟิลด์ ช้านานข้ามปี
เรื่องจริงวันนี้ไม่ตั้งใจเขียนถึงความปราชัยที่เลิกทางไปเวมบลีย์ เพราะไม่มีอะไรแปลกใหม่ จากที่เพิ่งจะแพ้ในดาร์บี้แมตช์ของศึก "หงส์สองตัวอยู่สระเดียวกันไม่ได้"
แม้กระนั้นหัวข้อที่ว่ามันกำเนิดอะไรสังกัดลิเวอร์พูล จากชัยชนะแค่ครั้งเดียวใน 7 เกมทุกรายการ นับจากออกสตาร์ตศักราชใหม่ แถมเป็นการชนะโรคหืดจับเหนือทีมต่ำดิวิชั่นกว่าจมหูอย่างพลีมัธ ผมมีความรู้สึกว่าทุกคนอาจพอมีคำตอบอยู่บ้างแล้ว
สำคัญกว่านั้นเป็นการระดมความคิดความสามารถหาทางออก เพราะในเมื่อสถานการณ์เลวร้ายมาถึงจุดนี้ เจอร คล็อปป์ ควรจะถึงเวลาลงมือทำอะไรหรือยัง เพื่อเปลี่ยนแปลง แล้วก็ฉุดทีมให้กลับขึ้นมาผงาดอีกครั้งผมเก็บมาเป็นข้อๆเท่าที่พอนึกได้ในห้วงยังเซ็งเป็ด เอ๊ย เซ็งหงส์
1. ฉีกแบบอย่างการเล่นทั้งระบบ สไตล์ แล้วก็กรรมวิธีการให้ต่างจากแพทเทิร์นเดิมๆซ้ำๆในระหว่างที่ยังมี ซาดิโอ มาเน่ ในสนาม
เพราะจนกระทั่งขณะนี้ ผลงานชนะพลีมัธ แค่ทีมเดียวจาก 7 นัดหมาย แล้วก็ต้องใช้จังหวะถึง 180 นาที เพื่อคว่ำทีมระดับลีก ทู นี้ได้ สะท้อนแจ้งชัดว่าการขาดมาเน่ ทิ้งปัญหาใหญ่ขนาดเท่าหลุมจากระเบิดปรมาณูเจอร คล็อปป์ รู้นานแล้วว่าเขาไม่มีตัวแทนมาเน่ แบบ like for like หรือมีสไตล์คล้ายๆกัน ไม่ถึงขั้นว่าต้องราวกับ มาเน่ทำให้เกมบุกของลิเวอร์พูล ภายใต้หมาก 4-3-3 จุดติดมาทั้งครึ่งฤดูแรก จากการเป็นตัวรุกริมเส้นที่ถ่างตัวประกบออกมาจากตำแหน่ง แล้วก็เปิดทางให้ตัวสอดอย่าง อดัม ลัลลาน่า หรือ เนธาเนียล ไคลน์ ทะลุขึ้นมาทำการจะพินิจได้ว่าตั้งแต่มาเน่ไม่อยู่ ลิเวอร์พูลไม่สามารทำลายโซนรับคู่แข่งขันให้ฉีกให้ขาด หรือแตกออกมาได้เลยพร้อมเพียงกันเป็นฟอร์มของลัลลาน่า รวมทั้งไคลน์ พากันหายเข้ากลีบเมฆไปด้วยเมื่อกลางอาทิตย์กับนักบุญ คล็อปป์ยังดื้อรั้นยึดระบบนี้ แม้จะถอยลัลลาน่าลงมายืนในไลน์ของมิดฟิลด์ แล้วก็ขยับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไปแทนตำแหน่งของมาเน่ โดยมี แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เป็นกองหน้าตัวเป้า
แม้กระนั้นตลอด 45 ที่นาทีแรก เกมของลิเวอร์พูลยังมืดบอด ไม่มีวี่แววจะเอาชนะแนวรับของเซาธ์แฮมป์ตัน ที่ไม่ได้ใช้คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักจากช่วงต้นฤดู อย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ โชเซ่ ฟอนเต้ ด้วย เพราะการแก้แบบหนึ่งมักนำมาซึ่งการก่อให้เกิดปัญหาอีกอย่างหนึ่ง หลายๆจังหวะปรากฏว่าฟีร์มีโน่หุบมาทับไลน์เดียวกับสเตอร์ริดจ์ ส่วนการขึ้นเกมด้านขวายังบอดดังเดิม มิหนำซ้ำแบ็กขวายังเป็นดาวรุ่งอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่แม้เล่นเจริญระดับหนึ่ง แม้กระนั้นเขาควรจะแบกความคาดหวังในระดับไหน เป็นอีกกรณี
จนถึงครึ่งหลัง คล็อปป์ขยับตำแหน่งการยืนเป็น 4-4-2 ไดมอนด์ ฟีร์มีโน่กับสเตอร์ริดจ์เป็นคู่กองหน้า คูว่ากล่าวนโญ่เป็นหัวเพชร ถึงสามารถสร้างจังหวะได้มากขึ้น แล้วก็ควรจะมองเห็นสกอร์ขั้นต่ำๆ1-2 ประตู
เป็นอีกครั้งต่อจากนัดหมายแพ้สวอนซีเมื่อสุดสัปดาห์ ที่คล็อปป์เลือกออกสตาร์ตด้วยแผน 4-3-3 แล้วก็เมื่อไม่เป็นผลถึงค่อยคิดเปลี่ยนแปลง
กับสวอนซีต้องรอคอยให้โดนสองเม็ด ค่อยกระตุกความกระฉับกระเฉง ส่วนเกมนี้ ลิเวอร์พูลไม่ได้เริ่มต้นด้วยผล 0-0 นะครับ แม้กระนั้นตาม 0-1 จากครั้งแรก แล้วเพราะเหตุไรถึงปลดปล่อยให้ตัวเองเหลือเวลาเพียงแค่ 45 นาทีท้ายที่สุด
2. เว้นเสียแต่การเปลี่ยนแปลงในสนามแข่งขันแล้ว สิ่งที่ยากกว่าเป็น คล็อปป์บางทีอาจต้องปรับขั้นตอนการทำงานนอกสนาม

อย่างที่เฟอร์กี้เคยพินิจพิจารณาในช่วงซัมเมอร์ ว่าจากการเรียนรู้เกมนัดหมายชิงยูโรปา ลีก ระหว่างลิเวอร์พูล กับ เซบีย่า เขามองเห็นนักฟุตบอลหงส์แดงเฉาปลาย รีบไม่ขึ้นในครึ่งหลัง
เช่นเดียวกับ เรย์มงด์ แฟร์เฮเย่น ผู้ฝึกสอนด้านฟิตเนสที่ผ่านเวทีฟุตบอลโลกมาแล้วสามสมัย กับฮอลแลนด์, ประเทศเกาหลีใต้ แล้วก็รัสเซีย รวมทั้งเคยเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้ เคร็ก เบลลามี่ ได้แสดงความเห็นครึ่งทำนายในส.ค.ว่า สไตล์ทำทีมแล้วก็การฝึกซ้อมที่เข้มข้นของคล็อปป์ จะก่อให้ลิเวอร์พูลตรากตรำในช่วงครึ่งฤดูหลังนาทีนั้น เด็กหงส์บางบุคคลส่ายหน้าไม่เชื่อแม้กระนั้นหลังเกมกับเซาธ์แฮมป์ตัน เจมี่ คาร์ราเกอร์ บอกว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ของหงส์แดง เป็นนักฟุตบอลดูล้า ขาไม่วิ่ง สปีดช้าลง แล้วก็แพ้หลายครั้งขึ้นในการแย่งชิงบอลจังหวะสอง
เกมนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆนัดหมาย ที่มองเห็นนักฟุตบอลลิเวอร์พูลกลับมาใช้เกมเพรสซิ่งแบบเป็นหมู่คณะ ราวกับในขั้นแรกที่คล็อปป์เข้ามาคุม แล้วก็จัดว่าบีบคั้นทีมเยี่ยมได้พอเหมาะพอควร
แม้กระนั้นก็ทำแบบมาๆหายๆเป็นช่วงๆไม่ตลอด ราวกับจะบีบได้แล้ว แม้กระนั้นท้ายที่สุดก็คลายออก ความฟิตของนักฟุตบอลต้องถูกตั้งคำถามว่าคล็อปป์รีดมันออกมาจนกระทั่งหมดถัง ไม่เหลือสักหยดแล้วหรือ 3. ต้องเห็นด้วยเถิดว่าขุมกำลังชุดนี้ดีน้อยเกินไปจะประมือกับอีก 4-5 ทีมบนหัวตารางลิเวอร์พูลอาจมีทีม 11 ตัวจริงที่ดีไม่เป็นสองรองคนใดกันแน่ แม้กระนั้นอย่างที่มองเห็นเมื่อเกมเข้าสู่ช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม แล้วก็คล็อปป์แทบไม่ขยับเปลี่ยนตัว หรือใช้โควตาเปลี่ยนช้าเกินความจำเป็น แทนที่จะเปลี่ยนตั้งแต่ออกสตาร์ตครึ่งหลัง มันย่อมสะท้อนในทางหนึ่งว่า คล็อปป์บางทีอาจไม่มั่นใจว่าผู้เล่นสำรองจะปฏิบัติงานได้ดีมากกว่าคนที่อยู่ในสนาม
การซื้อนักฟุตบอลใหม่ในช่วงมกราคม บางทีอาจไม่ใช่รสนิยมส่วนตัวของคล็อปป์ แล้วก็เขาก็มีส่วนเหมาะสมว่ามันไม่ได้หาซื้อกันกล้วยๆราวกับที่หลายท่านคิด ด้วยสาเหตุหลายสิ่งหลายอย่าง
แม้กระนั้นถึงอย่างงั้นก็ใช่ว่าของดีจะไม่มีให้สอยมาเสียเลย เอฟเวอร์ตันได้ มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน ไปเสริมดินแดนกลาง ครั้งคราวข้อตกลงบางข้อ ของดีราคาไม่แพงเกินความจำเป็นก็รออยู่ในตลาด
เวลาที่เหลืออีกไม่กี่วันก่อนตลาดวาย ยังพอทันให้คล็อปป์มองหาตัวเลือกใหม่ๆมาช่วยปั๊มหัวใจหงส์ที่เริ่มจะแผ่วเบาลง ดีมากกว่าปลดปล่อยให้ตายไปต่อหน้า
4. ทำทุกๆสิ่งทุกๆอย่างดังเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับวันรอคอยที่จะได้ ซาดิโอ มาเน่ กลับมาช่วยทีมจากการไปออกศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพไม่ได้ประชดประชันนะครับ แล้วก็ผมอาจไม่ใช่แฟนหงส์ผู้เดียวที่คอยเช็กผลของเซเนกัล ด้วยใจจริงอยากให้ไม่เข้ารอบแม้กระนั้นก่อนเวลาเลยด้วย ความคาดหวังหรืออีกนัยเรียกว่าแช่ง พินาศตั้งแต่ผ่านสองครั้งแรก เพราะเซเนกัลกวาด 6 แต้มเต็ม แถมมาเน่มีชื่อทำประตูได้ทั้งสองเกม
ผ่านเข้ารอบไปแบบสบายๆตระเตรียมเจอกับ "หมอปราบผี" แคเมอรูน ในรอบก่อนรองฯ วันเสาร์นี้ ดูตามหน้าเสื่อ เซเนกัลได้เปรียบอยู่ดี มีสิทธิ์อยู่ยาวข้ามถึงกุมภาพันธ์

18 แต้มที่หายไปของ เป็ด

แล้วสิ่งที่ชาวหงส์หวาดผวาก็ยังคงเกาะกัดความรู้สึก กลุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ''แชมเปี้ยน'' ในกรุ๊ปท็อปเซเว่นโดยไม่เคยแพ้เลย ก็ยังมักจำต้องตกอยู่ใต้เครื่องหมายคำถามว่าเพราะอะไรถึงรีบสปีดไม่ขึ้นประจำยามปะทะกลุ่มกรุ๊ปด้านล่างของตาราง มันไม่ใช่ทีแรก ครั้งสอง ครั้งสาม แต่มันหลายหนมากมายๆมีเสียงโห่เล็กๆถึง จอร์แดน ไอบ์ (What?) มีเสียงสรรเสริญถึง ดิว็อค โอริกี้ ฉับพลันที่พุ่งชนจ่อๆให้ลิเวอร์พูลแซงนำ มีเสียงพร่ำบ่นหนักแน่นถึงแท็กติกของ พบร คล็อปป์ อีกครั้ง ซึ่งจัดได้ว่าเป็นเหตุผลสำคัญเลยที่ทำให้เกมลงเอยด้วยการเสมอ โยนชัยชนะทิ้งที่แอนฟิลด์
''คูว่ากล่าวนโญ่ป่วยตอนพักครึ่ง ผมเลยจำต้องแปลงออก มันเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ'' ชายผู้สวมแว่นทรงกลมตอบคำถาม ถึงกระนั้นก็ยังมีคนไม่รู้เรื่องว่าเพราะอะไรจำต้อง โฌแอล มาว่ากล่าวป เพราะอะไรจำต้องปรับมาตึงเกมรับด้วยสามเซนเตอร์ฮาล์ฟ เพราะอะไรไม่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ไม่ เบน วู้ดเบิร์น หรือ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ นี่บอร์นมัธ ไม่ใช่บาร์เซโลน่า…
''โอเค ผมเพียงแค่เห็นว่าบอร์นมัธมีกองหน้าสองคนที่มีความเร็ว ตอนที่ แดเนียล (สเตอร์ริดจ์) พึ่งหายมาอาจจะยังไม่เหมาะกับเกมประเภทนี้ ผมเลยเลือกแท็กติกอย่างงั้น'' ฟังแล้ว กลายเป็นผลึกเหมือนกันมั้ย
1. การที่แปลงมาใช้หลังสามด้วยการถอดนักฟุตบอลที่ฝากความมุ่งมาดได้มากสุดออกตั้งแต่นาที 65 ซึ่งเวลาที่เหลือขนาดนั้นอย่างไรก็นำเอาความเสี่ยงที่จะเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยิ่งเมื่อใคร่ครวญจากความเหนียวแน่นของเกมรับลิเวอร์พูลก่อนหน้านี้
2. ถ้าสเตอร์ริดจ์ไม่เหมาะกับ ''เกมอย่างงี้'' ก็ไม่ควรใส่ชื่อเอาไว้ด้วยทุกประการ เนื่องด้วยมันเสมือนทำข้อสอบแล้วคิดไม่ออกก็วงเดาๆไป
3. ในช่วงเวลาที่โดน 2-2 ถึงด้านหลังเกมแต่ทว่าเวลาก็ยังพอเหลืออยู่รวมทดเจ็บก็อย่างต่ำ 7 นาที เพราะอะไรครับผม เขาถึงอาจจะนิ่งที่จะปรับปรุงแก้ไขเหตุการณ์ มีสิ่งใดบันดาลใจให้มั่นใจว่าผู้เล่นที่อยู่ในสนามจะสามารถพังทลายประตูที่สามได้
ซีซั่นนี้เว้นเสียแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแล้ว สังเวียนของกลุ่มท็อปเซเว่นก็ล้วนทำให้กองเชียร์บอร์นมัธเดินทางกลับไปอยู่บ้านที่แดนใต้ด้วยความชอกช้ำระกำใจมาตลอด แพ้ 4-0 ที่เอว่ากล่าวฮัด, 3-1 ที่เอมิเรตส์, 3-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ แล้วก็ 6-3 ที่กูดิสัน พาร์ค ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วด้วยประการทั้งปวง ลิเวอร์พูลควรเก็บสามแต้มให้ได้กับ ''เกมอย่างงี้'' การบาดเจ็บของ ซาดิโอ มาเน่ ก่อให้เกิดผลเสียแน่ๆฤดูนี้พวกเขาไม่เคยกำชัยได้เลยยามไร้สตาร์คนเก่งกลุ่มชาติเซเนกัล (เสมอ 2 แพ้ 2) ถึงกระนั้นด้วยทรงของเกมอย่างคืนวันพุธ ด้วยความที่ช่วงหลังลงมาเร่งเครื่องจนกระทั่งบดออกนำไปเป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้ารักษาสกอร์ไม่ได้ ก็จำต้องรัวเพิ่ม แต่ทว่าสโมสรสีแดงแห่งเมอร์ซี่ย์ไซด์ทำไม่ได้สักอย่าง อีกอย่างหนึ่งข้อสมมติฐานว่ากลุ่มของคล็อปป์มักแพ้ทางพวกมาอุด แต่นี่ไม่ใช่ บอร์นมัธภายใต้ผู้ฝึกสอนวัยรุ่น เอ็ดดี้ อาว มาแอนฟิลด์ด้วยการวางระบบ 4-4-2 มี โจชัว คิง กับ เบนิค อโฟเบ้ ยืนหัวหอก พวกเขาเพียรพยายามเซตเกมรุกบนพื้นสู้ แม้อาจมีบ้างที่รอคว้าความบกพร่องเข้าจู่โจมเช่นได้แก่ลูกแรกที่ทำได้ นี่ก็ไม่ใช่หนแรกที่เกิดอะไรอย่างงี้
วันเสมอซันเดอร์แลนด์ 2-2 ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ก็ถูกทีเด็ด พบร์เมน เดโฟ นาที 84 ถัดมาพลาดท่าค้างรังต่อสวอนซี 2-3 ทั้งๆที่อุตสาห์ฮึดเสมือนกลับมาได้แล้วแล้วก็แน่นอนที่เดอะ ค็อปอาจจะจำฝังใจก็คือเกมแรกที่เยือนบอร์นมัธต้นเดือนธันวาคม คำถามเป็นเพราะอะไรคุณถึงเก่งจังกับกลุ่มใหญ่ แต่มักปวกเปียกกับกลุ่มเล็ก???? พวกเขาเอาชนะคู่ปรับกรุ๊ปท็อปเซเว่นได้ถึง 7 เกมจาก 12 แต่รู้มั้ยครับผมว่าสถิติกับการเผชิญหน้าพวก 8 กลุ่มด้านล่างของตารางลงไปคืออะไร 21 แต้มจาก 39 แต้มเต็ม หรือ 21 แต้มจาก 13 นัด ใช้สมองน้อยๆคำนวณเท่ากับว่ามีถึง ''18 คะแนนที่หายไป''ฤดูนี้แพ้มาหมดแล้วตั้งแต่เบิร์นลี่ย์, บอร์นมัธ, สวอนซี, ฮัลล์ จนถึงเลสเตอร์ ซิตี้ ถ้าพอพบเชลซี, ท็อตแน่ม, แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล, แมนฯ ยูไนเต็ด จนถึงเพื่อนฝูงข้างสวน เอฟเวอร์ตัน แทบยกขันหมากเชิญให้รีบมาพบเลยบอลมักมีอะไรแปลกๆเสมอ คล็อปป์ควรเขยื้อนสายตามองสเปอร์สซึ่งกำลังกดดันเชลซีไม่ลดละ การที่พวกเขาโกงความตายมาได้อย่างเมื่อวันพุธ ตอกย้ำซ้ำเติมว่าเพราะอะไรสองปีมานี้ถึงนำเอามาตรฐานวนเวียนบนหัวตาราง ต่อให้ท้ายซีซั่นก่อนอาจออกลูกสะดุดหัวคะมำก็ตาม พวกเขาแพ้ 3 เกมแค่นั้นให้กับลิเวอร์พูล, เชลซีแล้วก็แมนฯ ยูไนเต็ดใช่ครับผม คือเรื่องธรรดาที่ทำความเข้าใจกันได้ แต่ทว่าเมื่อถึงแมตช์ที่จำต้องชนะก็ชนะ ขุนพลตราไก่ของ เมาริซิโอ โปเช็ตว่ากล่าวโน่ ปัดกวาดไป 32 แต้มจาก 12 เกมยามพบกรุ๊ป 8 กลุ่มด้านล่างของตาราง โดยทำตกหายไปเพียงแค่ 4 แต้ม… ผมเคยเขียนไปก่อนแล้วว่าถ้าออกทรงนี้ สู้มีผลงานกลางๆก็ได้เมื่อพบกลุ่มใหญ่ แล้วแบ่งอะดรีนาลีนพลุ่งพล่านไปใส่กับกลุ่มที่เหลือ มิฉะนั้นก็จำต้องมานั่งปรับทุกข์กัน เนื่องจากกลุ่มเล็กมีเยอะแยะกว่า
รอยต่อมา ซีซั่นนี้พวกเขาเสียประตูจากเซตพีซไป 11 ลูกจากทั้งหมดทั้งปวง 39 ? ซึ่งแม้แต่แมนฯ ซิตี้ที่โดนวิจารณ์เรื่องความอ่อนฮวบเกมรับ หรือว่าอาร์เซนอลก็ตาม ยังมีสถิติที่ดียิ่งกว่าด้านนี้ นี่นับว่าเป็นอีกสิ่งที่ไม่ว่าใครมาเจอก็ชอบซ้อมซักลูกตั้งเตะมารอโจมตี เนื่องด้วยคล็อปป์นิยมให้ลูกทีมคุมโซนมากยิ่งกว่าตามติดคน
ก่อนนี้มีการกางเปรียบผลงานของ เบรนแดน ร็อดพบร์ส กับคล็อปป์ ซึ่งก็เกือบจะไม่ได้แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามก็มีคนยกประเด็นว่าสมรรถนะของกลุ่มวัดกันทุกข์ยากลำบาก เนื่องจากสมัยก่อนมีบ่าสองข้างของ หฝ่าส์ ซัวเรซ ที่แบกภาระทุกสิ่งของกลุ่ม มาถึงยุคนี้แบ่งหน้าที่รับผิดชอบกระจายมากยิ่งกว่ายังไงก็ตาม ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรที่ผูกติดความสำเร็จตลอดมา

พวกเขาอาจไม่เคยไปถึงโทรฟี่พรีเมียร์ลีก แต่ก็ทำได้ใกล้เคียงมา 2-3 หนตั้งแต่ยุค ราฟา เบนิเตซ มาถึงร็อดพบร์ส ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มที่มีการพรีเซนเทชั่นแบบแจ่มแจ้ง มีผู้เล่นที่ซึ่งพูดได้ว่าเป็นตัวผู้แสดงนำชายระดับทวีป
คูว่ากล่าวนโญ่, ฟีร์มีโน่ แล้วก็มาเน่ ไม่ใช่ไม่เก่ง แต่มั่นใจว่าสาวกหงส์เองก็ย่อมประทับใจกับกลุ่มที่มี เฟร์นานโด ตอร, สตีเว่น พบร์ราร์ด, ชาบี อลอนโซ่, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ เหมือนกันกับกลุ่มที่นำโดยหัวหอกฟันเหยินลำดับที่เจ็ด
ซัมเมอร์นี้คล็อปป์ประกาศแล้วว่าซื้อแน่…ผมเอาคำถามเดียวกันนี้คุยกับเดอะ ค็อปก่อนเกมวันพุธ มีอยู่คนพูดน่าตกใจอย่างงี้ครับผม ''ผมต้องการเห็นทีมซื้อ 6 คน เราจำต้องแปลงใหม่แล้วก็มีผู้เล่นสำรองทดแทน ผู้เฝ้าประตู เซนเตอร์ฮาล์ฟ แบ็กซ้าย กองกลาง ตัวริมเส้น แล้วก็กองหน้า''
ความน่าจะเป็นไปได้ที่จะมองเห็นผู้ฝึกสอนที่ลุ่มหลงเพลงเฮฟวี่ทุ่มยกแผง จ่ายหนักๆก็น่ารู้ว่ามีมากแค่ไหนกัน ถัดมาถ้าติดตามบทสัมภาษณ์ของเขาตลอดก็คงจะทายใจดวงใจได้ไม่ยากว่าเขาเองก็พึงพอใจต่อกลุ่มที่มีพอเหมาะ ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วโอกาสที่จะซื้อกี่คน ใช้งบประมาณเท่าใดก็อาจจะขึ้นกับว่าสุดท้ายจบชั้นเท่าใดในตาราง
โปรแกรมที่เหลือจากนี้อีก 7 เกม : สโต๊ค, เวสต์บรอมวิช, พาเลซ, วัตฟอร์ด, เซาธ์หมูแฮมป์ตัน, เวสต์หมูแฮม แล้วก็โบโร่
ถ้าเป็นคอนเต้หรือโปเช็ตว่ากล่าวโน่ก็อาจจะคลำปาก ทว่านี่เป็น ''ของแสลง'' สำหรับลิเวอร์พูลศักราชนี้ แน่นอนก็นับว่าเป็นเจ็ดเกมที่จะชี้ขาดผู้ฝึกสอนอย่างคล็อปป์เพราะ ภายหลังจากได้คุมเต็มกำลังผ่านมาหนึ่งฤดูควรให้เกรดที่เท่าใดกัน 18 แต้มที่หายไป… จำเป็นต้องอุตริฝันน้ำลายเยิ้มว่าเก็บได้หมดเลย เอาเพียงแค่ครึ่งเดียวจากนั้น เนื่องจากถ้าทำได้ปัจจุบันลิเวอร์พูลจะอยู่ที่สองตามหลังผู้นำฝูงเชลซีเพียงแต่ 3 แต้ม

ลุ้นท๊อป 4 พรีเมียร์ลีก

(||}

สถานการณ์ล่าสุดของสนามรบลำแข้งพรีเมียร์ลีก ภายหลังจากผ่านไป 25 นัดหมาย
แมนฯ ซิตี้ ทะลึ่งพรวดขึ้นมาด้อยกว่าผู้นำฝูงอีกแล้วครับผม โดยตามหลัง "ว่าที่แชมป์" อย่าง เชลซี ที่สะดุดไปน้อยอยู่ 8 แต้ม กับอีก 13 เกมที่เหลือ – ถามว่ามันมากเกินกว่าจะไล่ตามทันหรือไม่? แน่ๆว่า…มาก เนื่องจากว่ากลุ่มที่นำเป็นผู้นำฝูงอย่าง "สิงห์บลูส์" และฤดูนี้เป็นกลุ่มที่มาตรฐานสูง แถมแพ้ยาก แบบนี้ไล่อิดโรยขอรับ
แม้กระนั้นย้อนกลับไปในฤดู 2011-12 แมนฯ ยูไนเต็ด เคยนำเป็นผู้นำฝูงโดยทิ้งห่าง แมนฯ ซิตี้ อยู่ถึง 8 แต้ม ขณะที่เหลือแค่ 6 นัดหมาย มองมุมไหนก็ไม่น่ามีปัญหา ท้ายที่สุดพลพรรคภูติผีปีศาจแดงดันเบรคแตกแหกโค้งพุ่งตกเหวนรกดับสยอง…ซะแบบนั้น
ดูจากโปรแกรมที่เหลือ ผู้ร่วมทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ ยังมีสิทธิ์เบรคแตกอยู่เช่นเดียวกัน เนื่องจากว่าพวกเขายังมีเกมที่จะต้องเจอกับ แมนฯ ซิตี้ โดยตรงอีกหนึ่งนัดหมายในบ้านตนเอง รวมถึงการออกไปเยี่ยม แมนฯ ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งถือเป็นงานหนัก ส่วนเกมที่จะต้องออกไปเยี่ยม เวสต์แฮม,W88บอร์นมัธ, สโต๊ค สิตี้ และเวสต์บรอมฯ ก็อาจมีโอกาสหลุดเสมอในบางนัดหมาย จึงมีความน่าจะเป็นที่ เชลซี อาจจะสะดุดอีกสัก 2-3 นัดหมาย ก็แค่มีข้อแม้ว่ากลุ่มผู้ไล่ล่าจะต้องไม่พลาดเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม
เรื่องแชมป์พรีเมียร์ลีก ผมว่าไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยน ด้วยคุณภาพ ด้วยมาตรฐาน ด้วยความสม่ำเสมอ และด้วยระยะห่างที่ออกจะมาก ถึงแม้ว่าจะเบรคแตก ท้ายที่สุด เชลซี น่าจะพยุงพวงมาลัยเข้าเส้นชัยเป็นอันดับแรกได้สำเร็จหรือบางทีอาจควบเร่งเข้าเส้นชัยด้วยความเร็วแรงแบบม้วนเดียวจบ ความเมามันของพรีเมียร์ลีกจึงอยู่ที่การฉกฉวยกันไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเหลือโควต้าอีก 3 กลุ่ม ซึ่งระยะห่างระหว่างกลุ่มชั้น 2 กับกลุ่มชั้น 6 อยู่ใกล้ๆกันแค่เพียง 4 แต้มเท่านั้น แสดงว่าชั้นสามารถเปลี่ยนได้ตลอดในเวลาเพียงแค่ 1-2 นัดหมาย
สถานการณ์ล่าสุด แมนฯ ซิตี้ ขึ้นมาชั้น 2 ตามด้วย สเปอร์ส, อาร์เซน่อล, ลิเวอร์พูล และแมนฯ ยูไนเต็ด ทั้งปวง 5 กลุ่ม แม้กระนั้นมีโควต้าให้แค่ 3 ตำแหน่งเท่านั้น มันจึงนำมาสู่ปริศนาที่ว่าใครกันแน่คือ 3 กลุ่มที่จะสมหวัง และ 2 กลุ่มที่ผิดหวัง?
นับจากโดน เชลซี ระเบิดถังขี้ เมื่อปลายต.ค.ปีที่ผ่านมา แมนฯ ยูไนเต็ด ทำสถิติไม่แพ้ในพรีเมียร์ลีก 16 นัดติดต่อกัน
ผู้ร่วมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ เปลี่ยนเป็นกลุ่มที่แพ้ยากตามสไตล์ของผู้เป็นที่ปรึกษา ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางเยอะขึ้นแม้กระนั้นถ้าเกิดมองลึกลงไปในเนื้อหา คุณจะพบว่าใน 16 เกมที่พวกเขาไม่แพ้เป็นการเสมอถึง 7 นัดหมาย
แมนฯ ยูไนเต็ด ถูกใจแพ้ในเกมที่จะต้องชนะเท่านั้นจึงทิ้งแต้มไปมาก เฉพาะอย่างยิ่งใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ที่ฤดูนี้ทำได้แค่เสมอคู่ปรับถึง 6 นัดหมาย โน่นคือเหตุผลที่พูดว่าเพราะเหตุไร พวกเขาถึงจมอยู่ในชั้น 6 โดยไม่ยินยอมขยับไปไหนตรงเวลากว่า 2 เดือนเข้าให้แล้วเว้นแต่พรีเมียร์ลีก พลพรรคภูติผีปีศาจแดงยังจะต้องกรำศึกหนักรอบด้านในบอลถ้วยอีกถึง 3 รายการ ทั้งนัดหมายชิงแชมป์ ลีก คัพ, เอฟเอ คัพ และยูโรปา ลีก ไม่ถูกกับ ลิเวอร์พูล ที่ไม่เหลืออะไรให้ลุ้นแล้วเว้นแต่พรีเมียร์ลีกรายการเดียวแมนฯ ซิตี้ เป็นกลุ่มที่มีขุมกำลังขนาดใหญ่และยาวที่สุด – ข้อบกพร่องคือเกมรับนี่แหละที่ทำให้พวกเขาพุ่งชนกับหายนะเสมอๆอาร์เซน่อล จากหลักการทำงานของ อาร์แซน เวนเกอร์ ก็อย่างเดิม คือชอบร้อนแรงเป็นช่วงๆก่อนหลุดแบบซนๆประเภทที่ไม่มีเหตุผลและต้องการความเข้าใจอะไรก็แล้วแต่ทั้งหมดทั้งปวง ยกตัวอย่างการแพ้ วัตฟอร์ด แบบติดอยู่บ้าน เมื่อสองอาทิตย์ก่อนนี่แหละกลุ่มสีหนาถปืนโต
ทางด้านของ สเปอร์ส ชูมาตรฐานตนเองขึ้นมาตั้งแต่ฤดูที่แล้ว แม้กระนั้นจนแล้วจนรอดก็ยังก้าวข้ามตนเองขึ้นมาเป็นกลุ่มที่จะประสบผลสำเร็จแบบจริงๆจังๆมิได้สักครั้ง

ส่วน ลิเวอร์พูล ก็เพิ่งจะฟื้นตัวกลับมา หลังจากที่เมายากันยุงจนถึงตุปัดตุป่อง กว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง พวกเขาก็กระเด็นหลุดจากพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปแล้วจนถึงจะต้องรีบเครื่องจักรสีแดงไล่ล่ากันใหม่
เมื่ออาทิตย์ก่อน เว็บไซด์ "ทอล์คสปอร์ต" ของอังกฤษนำเอาเครื่องมือการทายอนาคตที่เรียกว่า "ซูเปอร์คอมพิวเตอร์" มาประมวลฟอร์มการเล่น ความสามารถ และสถานการณ์ของทั้ง 20 กลุ่มในพรีเมียร์ลีกพลางจัดลำดับในตอนสุดท้ายของฤดู
ผลของการทาย 6 อันดับแรก ปรากฏออกมาดังนี้
1. เชลซี
2. แมนฯ ซิตี้
3. สเปอร์ส
4. อาร์เซน่อล
5. แมนฯ ยูไนเต็ด
6. ลิเวอร์พูล

อืมมมมมม…พิจารณาได้ว่า 4 อันดับแรกเสมือนที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้เลยขอรับ สลับกันแค่ชั้น 5 กับ 6 ที่ตอนสุดท้ายของฤดู "ซูเปอร์คอมพิวเตอร์" คำนวณให้ แมนฯ ยูไนเต็ด แซงหน้า ลิเวอร์พูล ได้สำเร็จ
ถ้าจบแบบนี้ถือเป็นอีกฤดูที่น่าผิดหวังสำหรับเด็กหงส์ทุกหมู่เหล่า เนื่องจากว่าเว้นแต่ ลิเวอร์พูล จะไม่ได้แชมป์อะไรแล้วยังมิได้ไป ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกต่างหาก
ที่แสบสันต์กว่าคือชั้นที่ต่ำลงยิ่งกว่าคู่กรณี-แสนรักอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งโน่นคือการบรรลุผลท้ายที่สุดที่คงเหลือในฤดูนี้ อย่างไรก็ตาม มันเป็นเพียงแต่คำพยากรณ์จากคอมพิวเตอร์ที่ไม่ค้ำประกันความแน่นอน
ที่แน่ๆคือตอนนี้ระยะห่างระหว่างแต้มของกลุ่มชั้น 2 ถึงชั้น 6 ใกล้เคียงกันเหลือเกิน จังหวะที่จะเข้าไปอยู่ในกลุ่มท็อปโฟร์ของ แมนฯ ซิตี้, สเปอร์ส, อาร์เซน่อล, ลิเวอร์พูล และแมนฯ ยูไนเต็ด จึงมีพอกันจนถึงสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนอย่างผมจัดลำดับไม่ถูกเลยทีเดียว เรือใบสีฟ้าของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นกลุ่มที่มีเป็นได้พลานุภาพสูงเกินไปกว่าที่จะหลุดจาก 4 อันดับแรกคลับไก่ก็ออกจะสมดุลย์กันทั้งในเกมรุกและเกมรับ ในเวลาที่ อาร์เซน่อล จะเฮงซวยขนาดไหนก็ไม่เคยหลุดจาก 4 อันดับแรกแล้วไหนจะ ลิเวอร์พูล ที่ได้ดาวเตะสำคัญกลับมาครบแล้วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มีความสำคัญสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างที่สุดครับผม เนื่องจากว่ามันไม่ต่างอะไรจากขุมทรัพย์ที่ช่วยให้สมาพันธ์โกยรายได้อย่างมหาศาลเยอะขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงเป็นแรงดึงดูดผู้เล่นระดับ "มหาดารา" ให้มาร่วมกลุ่ม
คิดกล้วยๆขอรับว่าถ้าฤดูหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด อดไป แชมเปี้ยนส์ ลีก ดาวดังที่ภูติผีปีศาจแดงอยากได้จนถึงสั่นเทิ้มอย่าง อ็องตวน กรีซมันน์ ก็อาจจะต้องคิดเยอะขึ้นเรื่อยๆหนทางของ "ภูติผีปีศาจแดง" ในการณีที่หลุดจากท็อปโฟร์ คือจะต้องครอบครองแชมป์ ยูโรปา ลีก ให้ได้เพียงแต่สถานที่เดียว

แม้พวกเขาจะเป็นเต็งหนึ่งในรายการนี้ แม้กระนั้นก็ไม่มีอะไรแน่ๆหรือค้ำประกันสมมุติว่าถ้า แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ ยูโรปา ลีก แล้วโควต้าไปแชมเปี้ยนส์ ลีก ในพรีเมียร์ลีกจะคืออะไร?
ตามกฏที่เจาะจงไว้คือถ้าเกิดเหตุอย่างนั้น โควต้าของพรีเมียร์ลีกจะได้ 4 กลุ่มเหมือนเดิมนั่นแหละ แม้กระนั้นกลุ่มที่จะโชคไม่ดี อดเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คือกลุ่มชั้น 4 ของตาราง มีคนถามว่าแล้วถ้า แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ ยูโรปา ลีก ขณะที่ เลสเตอร์ สิตี้ ครอบครองแชมป์ถ้วยใหญ่ยุโรปได้สำเร็จล่ะ?
ไอ้ที่ถามแบบนี้ คาดว่าน่าจะเป็นเนื่องจากว่าคำพยากรณ์ของท่านเจ้าคุณธงชัยแห่งวัดตรีมิตรที่ทายว่า "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" จะครอบครองแชมป์ยุโรปนั่นแหละ (แถมรอดตกชั้นด้วยนะ) ถ้าเกิดเป็นอย่างนั้น ยูฟ่า จะเพิ่มโควต้าให้กลุ่มจากพรีเมียร์ลีกเป็นกรณีพิเศษเป็น 5 กลุ่ม เชลซี ในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีก เลสเตอร์ ในฐานะแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แมนฯ ยูไนเต็ด ในฐานะแชมป์ ยูโรปา ลีก บวกกับชั้น 2 และ 3 ของตาราง รวมกันเป็น 5 กลุ่ม โดยกลุ่มที่อดไป คือชั้น 4 อย่างเดิมสเปอร์ส เคยเจออะไรแบบนี้มาแล้วครับผม ตอนที่ เชลซี ได้แชมป์ถ้วยใหญ่ยุโรป เมื่อฤดู 2011-12 กลุ่มชั้น 4 ต้องการพวกเขาจำเป็นต้องหลบให้ "แชมป์เก่า" ที่หลุดจากท็อปโฟร์

น้ามูเซงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสังเวย มิคกี้,คาร์ริค เข้ารอบยุโรป้า 32 ทีม

จ่ามู กุนซือฝีปากกล้าของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คาดว่าเขาจะหมดสิทธิ์ใช้งานเฮนริค มคิทาร์ยาน กับ ไมเคิล คาร์ริค ในเกมนัดชิงอีเอฟแอล คัพ กับ เซาแธมป์ตัน ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้โดยทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บในเกมเยือน แซงต์-เอเตียน ในศึกยุโรป้า ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายเมื่อคืนที่ผ่านมา

 

เฮนริค มคิทาร์ยาน และ ไมเคิล คาร์ริค ได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ระหว่างเกมการแข่งขันก่อนสุดท้ายจะโดนเปลี่ยนตัวออกไปในศึกยุโรป้า ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายกับ แซงต์-เอเตียน ผลปรากฏว่า ผีบุกไปชนะด้วยแต้ม 1-0 ผลสกอร์ร่วม 4-0 ผ่านเข้ารอบต่อไป

 

''ผมไม่ได้ยืนยันนะ แต่ผมคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะไหว''

โจเซ่ มูรินโญ่ ให้กําลังใจรานิเอรี่หลังโดนเลสเตอร์ปลด

 

น้ามู กุนซือฝีปากกล้าของ แมนยู ออกมาให้กําลัง เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือของเลสเตอร์ ซิตี้ ที่เพิ่งโดนปลดไป

เลสเตอร์ ซิตี้ เพิ่งประกาศแยกทางเคลาดิโอ รานิเอรี่ออกจากการเป็นผู้จัดการทีมเมื่อคืนที่ผ่านมา

โดย  มูรินโญ่ ได้โพสต์ให้กําลังใจ รานิเอรี่ เมื่อทราบข่าวว่าเขาโดนปลด ''ไม่มีใครลบประวัติศาสตร์ที่นายเขียนขึ้นมาได้ แชมป์พรีเมียร์ และ ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า''

แฟนแมนยู!รูน หายเจ็บกลับมาลงสนามซ้อมแล้ว

เวย์น รูนีย์ กัปตันของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หายจากอาการบาดเจ็บลงฝึกซ้อมได้อีกครั้ง ก่อนจะบุกเยือน แซงต์ เอเตียนในศึกยูโรปา ลีก รอบ 32 ทีม นัดสอง

 มูรินโญ นายใหญ่ของทีมเผยก่อนหน้านี้ ว่าเขาไม่แน่ใจว่า หัวหอกวัย 31 ปี จะกลับมาฟิตทันนัดชิงชนะเลิศของถ้วยอีเอฟแอล คัพ หรือไม่ หลังจากที่นักเตะได้รับบาดเจ็บ ทำให้ไม่ได้ลงเล่นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

นับเป็นข่าวดีอย่างยิ่งของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ล่าสุด หัวหอก ทีมชาติอังกฤษ หายจากอาการบาดเจ็บสามารถลงซ้อมได้แล้ว ซึ่งอาจมีชื่อเป็นผู้เล่นในเกมยุโรปวันพฤหัสบดีนี้

พบข้อความไล่ อาร์แซน เวนเกอร์ในงานประท้วง”ทรัมป์”

มีรายงานแผ่นภาพปรากฏข้อความขับไล่ เจ๊ หัวเรือของอาร์เซน่อล ในงานเดินขบวนประท้วง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในประเทศอังกฤษ

 

เวนเกอร์ โดนกระแสขับไล่อย่างหนักจากผลงานที่พาเดอะกันเนอร์บุกไปโดนบาเยิร์น มิวนิคถล่มยับมา 1-5 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

 

แม้เกมล่าสุดพวกเขาจะผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเอฟเอ คัพไปได้ด้วยการชนะ ซัตตัน ยูไนเต็ด ไป 2-0 แต่ก็ไม่ได้สร้างความประทับใจให้แฟนบอลเดอะกันเนอร์แต่อย่างใด

 

โดยในงานประท้วง ทรัมป์ ในประเทศอิงลิชกับพบแผ่นภาพปรากฏข้อความขับไล่ อาร์แซน เวนเกอร์ มาด้วยสร้างความประหลาดใจให้ผู้พบเห็น

อีสเซลิค ผิดหวังเกรียนโอ้เหมือนไม่อยากเล่นให้นีซ

วาเลนติน อีสเซลิค มิดฟิลด์ นีซ เผยผิดหวังกับพฤติกรรมของ มาริโอ บาโลเตลลี ที่ดูเหมือนไม่อยากลงเล่นช่วยทีม
บาโลเตลลี ป่วยเป็นหวัด จึงไม่มีชื่ออยู่ในเกม เมื่อคืนนี้ที่เสมอกับแรนส์ 2-2 ซึ่งก่อนหน้านี้ ลูเซียง ฟาฟร์ นายใหญ่ ของ นีซ  เพิ่งดร็อปเขาให้เป็นตัวสำรองในนัดพบกับแซงต์ เอเตียน ล่าสุด เนื่องจากไม่พอใจที่เขาไม่ชอบลงมาช่วยเกมรับ
ไม่เพียงแค่ นายใหญ่ของทีมที่มีความเห็นเช่นนี้ อีสเซลิค เพื่อนร่วมทีมของบาโลเตลลี ก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน
"ผมคิดว่าเขาดูเหมือนไม่อยากลงเล่นกับเรา น่าผิดหวังจริงๆ เราสมควรได้ใช้ความสามารถของเขาในเกมเช่นนี้"